เรื่องเล่า ของ ป้าสมจิต

การฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านรุ่นแรก 123/3 ของกิ่งอำเภอสวนผึ้ง

ในช่วงหลัง 6 ตุลาคม 2519 ไม่นาน ป้าสมจิตผู้กำบังเหียนรัฐบาลชุดใหม่ได้มีบทบาทมากและพยายามสร้างฐานอำนาจของตนให้มั่นคงยิ่งขึ้นในกลุ่มลูกเสือชาวบ้าน โดยเฉพาะในเขตภูธรที่เป็นของสมชาย และในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2519 ป้าสมจิตและจ่าห้าวได้พาประธานลูกเสือชาวบ้านจำนวนหนึ่งไปสาบานตนกลางดึกในวัดพระแก้วว่าจะรับใช้และจงรักภักดีต่อป้าสมจิตเสมอไป การใช้เล่ห์กลสารพัดเพื่อหลอกล่อ ผูกมัดทางจิตใจชาวบ้านและข้าราชการระดับต่างๆอย่างเช่นตัวอย่างข้างต้นมักจะมีเป็นประจำ บางครั้งถึงกับจัดงานฉลองเลี้ยงอาหารในวังเป็นการส่วนตัว มีการแจกของที่ระลึกเหรียญตราเป็นกรณีพิเศษ พวกทหารเสือป้าสมจิตและทหารที่ค่ายนวมินทร ชลบุรี เป็นตัวอย่างของขุมกำลังที่ราชินีผู้มักใหญ่ใฝ่สูงได้พยายามสร้างขึ้นมาจากศรัทธา และความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเหล่าทหาร พวกเขายังหลงคิดว่า การเสียสละให้กับป้าสมจิตเป็นคุณอันใหญ่หลวงต่อประเทศชาติแท้จริงการเสียสละของเขาไม่เพียงแต่ไร้ค่า แต่ยังสร้างความฉิบหายกับประเทศโดยส่วนรวมโดยที่เขาไม่เข้าใจเลย

 

ป้าสมจิตเติบโตมาจากราชวงศ์ชั้นปลายแถว เป็นเด็กหญิงหม่อมราชวงศ์ ตัวเล็กๆที่เคยศึกษาในโรงเรียนสามัญเช่นเดียวกับลูกชาวบ้านทั่วไปที่โรงเรียนสายปัญญา ครั้นต่อมาได้เป็นเมียลุงสมชายด้วยอุบายอันแนบเนียนของพระบิดาและญาติวงศ์ที่ใกล้ชิด เช่น จักรพงษ์และสนิทวงศ์ ป้าสมจิตมีลักษณะทะเยอทะยานใฝ่สูงเป็นพิเศษ ยิ่งมีอำนาจสูงก็ยิ่งหลงระเริง ป้าสมจิตป็นสตรีที่เจ้าเล่ห์เพทุบาย มักเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์สำคัญๆของบ้านเมือง บางครั้งถึงกับออกหน้าอย่างทระนง เช่น การแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร

 

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เกือบทุกครั้ง แต่ที่โด่งดังคือ การตั้ง ป. สี่เสา จากผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกเป็นผู้บัญชาการทหารบก พร้อมกับเตะโด่ง พล.อ. เสริม ณ นคร ผู้บัญชาการทหารบกขณะนั้น

 

ไปเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด การต่ออายุ ป. สี่เสา ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกซึ่งเป็นตำแหน่งที่มี

 

อิทธิพลยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศ โดยป้าสมจิตสั่งให้ พล.อ. อาทิตย์ เล่นเกมส์นี้ร่วมกับป้า แม้คณะรัฐมนตรีหลายท่านจะคัดค้านเพราะไม่ชอบด้วยตัวบทกฎหมาย แต่ในที่สุดคณะรัฐมนตรีต้องอนุมัติอย่างเฝื่อนๆด้วยจำยอมต่อ“ข้อมูลใหม่” ซึ่งก็คือพระเสาวนีย์ของป้าสมจิต อีกครั้งหนึ่งที่เด่นมากและมีผลต่อการเปลี่ยนดุลยอำนาจในหมู่ทหารอย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือคือ กรณีหักหลังกลุ่มยังเติร์กในกบฏวันที่ 1 เมษายน 2524 ป้าสมจิตเป็นผู้ดึงดันให้ ลุกงสมชายและ พล.อ. เปรม ทรยศต่อยังเติร์ก และพากันหนีไปตั้งกองบัญชาปราบกบฏที่โคราช ทั้งๆที่ ป. สี่เสา และลุงสมชายเป็นผู้เปิดไฟเขียวให้พวกยังเติร์กและ พล.อ. สัณห์ จิตรปฏิมา ปฏิวัติเอง ช่วงจังหวะ พล.อ.อาทิตย์ ได้โดดเด่นขึ้นมาเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริงคุมทั้งแม่ทัพภาค 1 ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก, ผู้อำนวยการรักษาพระนคร ฐานอำนาจทางทหารจึงตกอยู่ในมือของป้าสมจิต โดยผ่าน พล.อ. อาทิตย์ กำลังเอก, ทหารเสือป้าสมจิต ที่ป้าสมจิตโปรดปรานเป็นพิเศษ บางครั้งการใช้อำนาจของป้า เป็นไปอย่างมัวเมา

 

โดยไม่เคยคำนึงถึงผลกระทบต่อประเทศชาติเลย เช่น กรณีกลุ่มยังเติร์กอยากขอเข้ารับราชการทหารใหม่ ซึ่งน่าที่จะอนุญาตเพราะจะเป็นการสมานความแตกร้าวในกองทัพมิให้สลายเป็นเสี่ยงๆมากไปกว่านี้ อีกทั้งจะยังเป็นการรักษาสมรรถภาพของกองทัพในการตั้งรับกองทัพเวียดนามที่กำลังจ่อคอหอยประเทศไทยอยู่ขณะนี้ เพราะกลุ่มยังเติร์กเป็นนายทหารที่มีฝีมือ ผ่านการรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพลทหารมาอย่างโชกโชน ขณะที่ผู้บัญชาการระดับกรมและกองพันส่วนใหญ่ในปัจจุบัน มักร่วมรบกับลูกน้องในห้องแอร์ พวกเขา 20 คนเศษจึงเป็นกำลังที่สำคัญของกองทัพไทย แต่ป้าสมจิต ไม่ได้มองเห็น คุณค่าของพวกเขาเลย ป้าสมจิต ห่วงอำนาจของตนในกองทัพบกมากกว่าห่วงสถานการณ์ทางชายแดน ป้าสมจิต จึงใช้สิทธิพิเศษในการวีโต้ทุกครั้ง

 

ไม่ว่าใครจะมาเพียรพยายามขอร้องอย่างใด คำตอบก็คือ “ไม่”บทบาททางการเมืองทั้งลับและเปิดเผยด้วยลูกไม้อันแพรวพราวของป้าสมจิต เป็นที่ลือเลื่องกันไปทั่วในหมู่ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พลเรือนชั้นผู้ใหญ่ วงการนักการเมืองและนักธุรกิจชั้นสูงต่างยกย่องป้าสมจิต ในนามสมญาต่างๆ และใช้กันอย่างกว้างขวาง บ่อยครั้งที่หนังสือพิมพ์มีการเขียนค่อนแคะด้วยพระสมญานามอย่างครื้นเครง เช่น “พระนางอสรพิษ” “ซูสีไทเฮา” “ผู้บัญชาการ ผบ.ทบ.” “คำสั่งเบื้องบน” เป็นต้น จนรู้กันทั่วเดี๋ยวนี้ข้าราชการคนใดอยากเป็นใหญ่เป็นโตในพริบตาก็ต้องผ่านเส้น “ราชินี” เพียงแค่กราบใต้เบื้องพระบาทงามๆ และปฏิบัติตามคำบัญชาของป้าสมจิตจนมีผลงานให้ดูเสมือนหนึ่งจงรักภักดี และจะพยายามถวายชีวิตนี้ให้ป้าสมจิต เท่านั้นความยิ่งใหญ่นั้นก็จะ

 

มาได้อย่างง่ายดาย จนถึงกับมีนายทหารพูดว่า “อยากเป็นผู้การก็ให้ไปกราบท่าน” นี่จึงเปิดช่องให้พวกมักใหญ่ใฝ่สูงแต่ด้อยฝีมือต้องเข้ามาซบอกเกาะขอบชายกระโปรงตามๆกัน เช่น พล.อ. อาทิตย์ กำลังเอก, พล.ต.ต. เจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรัน, นาย พิศาล มูลศาสตร์สาทร, นาง ทมยันตี, พ.อ. อุทาร สนิทวงศ์ เป็นต้น

 

นอกจากป้าสมจิต จะเป็นผู้มัวเมาในอำนาจแล้วยังทรงใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อในเรื่องฉลองพระองค์ และการรักษพระสิริโฉมอันเหี่ยวย่นซึ่งร่วงโรยไปตามสังขารให้กลับเต่งตึงหวานซึ้งราวสาวแรกรุ่น พระองค์ทรงยินดีที่จะเสียทรัพย์ไม่ว่าสักเพียงใด เพื่อให้ประเทศไทยมีป้าสมจิต ที่ยังสาวและสวยสง่าเป็นศรีแห่งแว่นแคว้นตลอดไปจนถึงกับมีข่าวเกรียวกราวว่าป้าสมจิต ไปอเมริกาเพื่อยกเครื่องใหม่ในปี 2523 แม้จะอ้างว่าไปเพื่อรักษาโรคภูมิแพ้ก็ตามที แท้จริงป้าสมจิต ก็มีพระชนมายุอีกเพียงปีเดียวก็ครบ 50 พรรษา การมีพระวรกายตามพรรษาจริงก็มิได้ทำให้ประเทศชาติต้องเสื่อมเสียหรือพินาศลงไปเลยแม้แต่น้อย กลับจะทรงเป็นแบบอย่างที่ดีงามของประชาชน

 

แต่การใช้จ่ายเงินภาษีของชาติในภาวะที่เศรษฐกิจฝืดเคืองประชาชนอดอยากไปทั่วอย่างฟุ้งเฟ้อไร้สติเช่นนี้ รังแต่จะทำผู้คนนินทา ด่ากันไปทั่วทั้งแผ่นดิน

 

การวางตัวและท่วงท่าที่แสดงออกก็เป็นสิ่งที่ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์กันมาก เช่น การประพาสประเทศ

 

อเมริกาปลายปี 2524 พระองค์ทรงโอบกอดเต้นรำกับหนุ่มชาวนาอเมริกาอย่างสนิทแน่น และภาพนี้สื่อมวลชนทั่วโลก รวมทั้งภายในประเทศมีการนำมาตีแผ่กันทั่ว เป็นภาพที่น่าสลดสังเวชมากที่ป้าสมจิต ไม่มีการไว้ตัว

 

ในฐานะสตรีผู้สูงศักดิ์ที่พึงมีสมบัติกุลสตรีไทยบ้างตามสมควร อีกครั้งหนึ่งราวปี 2520 ป้าสมจิต นั่งป้อนขนมแก่ชายหนุ่มลูกเสือชาวบ้านคนหนึ่ง ด้วยท่วงท่าที่น่าชมเชยดั่งหญิงสาวแรกแย้มป้อนขนมให้คู่รักของตน ภาพนี้ได้รับการตีพิมพ์ในข่าวสังคมหน้าในของหนังสือพิมพ์ เป็นภาพที่บัดสี ขนาดชาวบ้านนินทาอย่างรุนแรงจนไม่อาจจะเขียนเป็นตัวหนังสือ ปัจจุบันพระเกียรติคุณของราชินีในสายตาของปวงชนลดลงจนกลายเป็นเรื่องตลก เรื่องสนุกที่ชาวบ้านจะเล่าสูกันฟังหลังอาหารอย่างครึกครื้นเสียแล้ว

 

เนื่องจากป้าสมจิต ไม่ได้ศึกษาในมหาวิทยาลัยหรือการศึกษาขั้นสูง ประกอบกับไม่ค่อยเข้าใจกฏเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ ป้าสมจิต จึงเป็นผู้ที่เชื่อคนง่าย ชอบการยกยอปอปั้น คำหวานหอม ตลอดจนเชื่อผีสางโชคลางเป็นอย่างยิ่งหลายครั้งทีเดียวที่ป้าสมจิต เล่าให้นางสนองพระโอษฐ์ฟังว่า พระนเรศวรมาเข้าฝัน บางครั้งถึงกับปรากฏต่อหน้าพระพักตร์ และเมื่อป้าสมจิต ตื่นก็ปลุกลุงสมชายขึ้นทอดพระเนตรก็ยังคงทอดพระเนตรเห็นวิญญาณนั้นปรากฏอยู่ (ความเป็นจริงราชินีและกษัตริย์ทรงขัดเคืองจนมิได้บรรทมด้วยกันมานานแล้ว) และหลายครั้งที่ให้คุณหญิงแดง(คุณหญิงสวรี เทพาคำ) เข้าทรง เพื่อพระองค์จะได้ติดต่อกับวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ รวมทั้งการล่วงรู้เหตุการณ์

 

สำคัญๆในอนาคตได้แม่นยำ ดังนั้นป้าสมจิต จึงนับถือและสนิทสนมกับคุณหญิงแดงมาก ทั้งสองอยู่ด้วยกันดึกๆจนสว่างเพื่อประกอบพิธีกรรมและปรึกษาความเมืองกัน คุณหญิงแดงจึงเป็นเป้าด่านแรกในการเข้าหาป้าสมจิตของ พล.อ. อาทิตย์ กำลังเอก ผู้ต้องการเป็นใหญ่ ได้ใกล้ชิดกับป้าสมจิต เป็นพิเศษสุดในระยะหลังโดยผ่านคุณหญิงแดง นี่เอง การเข้าทรงและประกอบพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ ยิ่งทำให้ป้าสมจิต เชื่ออย่างฝังใจในเรื่องลางสังหรณ์ คำทำนายของโหรใหญ่ การดูโชคชะตาราศีของพระ เรื่องนี้ป้าสมจิต เป็นผู้ให้สัมภาษณ์ยืนยันเรื่องเหล่านี้ด้วยตนเอง เช่น

 

“เรื่องโหราศาสตร์ เชื่อเป็นบางคน เฉพาะที่คิดเลขเก่งจริงๆ พ่อฉันก็ชอบเกี่ยวกับเรื่องโหราศาสตร์ ส่วนเรื่องวิญญาณก็เชื่อ เราเชื่อเรื่องวิญญาณ เพราะว่าตัวเองเคยประสบหลายหน” “เรื่องพระนเรศวรมาเข้าทรงสุบินนั้นเป็นความจริง แต่ฉันอาจแต่งเอาเองในส่วนลึกของหัวใจก็ได้” ป้าสมจิต คลั่งไคล้เรื่องทำนองนี้ มีอยู่ครั้งหนึ่งถึงกับออกประกาศชักชวนให้ปฏิบัติตามจนเป็นข่าวเกรียวกราวในหน้าหนังสือพิมพ์ เพราะป้าสมจิต สุบินไปว่า คนที่เกิดปีมะ จะมีอันเป็นไป มีอาเพศแก่ตน ให้ชวนกันไปทำบุญที่โบสถ์พราหมณ์ มีผู้คนมากมายตื่นแล้วบอกต่อๆกันจนโบสถ์พราหมณ์ที่เสาชิงช้าเกือบพัง อีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นภายในราชวังคือ

 

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ไม่นานนักป้าสมจิต ให้มีการประกอบพิธีสะเดาะเคราะห์แก่จ่าห้าว ด้วยการปั้นหุ่นขนาดเท่าจ่าห้าวและมีลักษณะเหมือนจริงทุกประการ และเอาหุ่นนั้นลงนอนในโลงศพ อันเป็นพิธีสะเดาะเคราะห์ต่ออายุให้จ่าห้าวเรื่องนี้ความแตกเพราะจ่าห้าวบังเกิดความเมามันจึงจ้างคน 4 คนแบกโลงศพซึ่งมีหุ่นของจ่าอยู่ข้างใน ห่อโลงศพอย่างสวยงาม ส่งไปให้น้าของโสมสวลี บ้านอยู่แถวคลองประปาสามเสน หม่อมน้าทรงแปลกพระทัย และเมื่อแกะกล่องออกมาเห็นในโลงศพมีศพจ่าห้าวก็ตกพระทัย ร้องกรี๊ดดังลั่นจึงโทรเรียกตำรวจท้องที่มาจัดการกับชาย 4 คนนั้น มีชาวบ้านละแวกนั้นแห่กันมามุงดูมืดฟ้ามัวดิน ขณะที่หม่อมน้ายังไม่หายตกพระทัยก็พอดีมีเสียงโทรศัพท์จาก จ้าวและโสมเกาหลี หัวเราะครึกครื้นมาตามสาย ทรงทูลหม่อมน้าว่า “ทรงตกพระทัยมากไหม” น้าของโสมเกาหลีจึงมาถึงบางอ้อ ด้วยความโกรธจัดจึงพูดไปว่า “อยากถวายผาง (เตะ) พะย่ะค่ะ” ทางตำรวจท้องที่หัวปั่นไม่รู้จะทำอย่างไรจึงต้องปล่อยชายผู้ต้องหาไป เรื่องนี้สามารถสอบถามได้จากชาวบ้านละแวกนั้นซึ่งต่างก็รู้สึกทึ่งในการไม่สมประกอบทางปัญญาของพวกราชนิกุลความใฝ่ฝันที่จะให้ราชบัลลังก์ตกอยู่กับตระกูลของตนและญาติวงศ์ที่ใกล้ชิดเป็นความฝันที่ใกล้จริง เมื่อพระองค์ทรงกะเกณฑ์ให้จ่าห้าวแต่งงานกับ โสมเกาหลี หลานแท้ๆของป้าสมจิต เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2520 จ่าห้าวเป็นโอรสที่สนิทสนมและรักทูลกระหม่อมแม่มากกว่าพ่อ ทรงรักและเชื่อฟังแม่มากถึงกับเขียน

 

กลอนสดุดีป้าสมจิต ขณะที่ยังเรียนอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย จ่าห้าวเรียนไม่เก่ง เมื่อครั้งไปเรียนที่อังกฤษ

 

ปรากฏว่าทรงสอบได้วิชาภาษาไทยเพียงวิชาเดียว ต้องย้ายโรงเรียนถึง 3 ครั้ง ในที่สุดย้ายมาเรียนวิทยาลัยดันทรูนในประเทศออสเตรเลีย นักเรียนไทยในประเทศออสเตรเลียมักเล่าสู่กันฟังถึงเรื่องของฟ้าชายเสมอว่า ที่วิทยาลัยนี้มี การศึกษา 2 ระดับด้วยกัน ผู้ที่มีเกรดดีจึงจะได้เรียนในระดับนายร้อย ส่วนผู้ทำเกรดไม่ได้จะได้เรียนแค่ระดับนายสิบเท่านั้น จ่าห้าวของเราทำคะแนนไม่ได้จึงได้เรียนแค่นายสิบเท่านั้น เห็นได้จากภาพที่แพร่ในช่วงที่มีการรับปริญญาจะเห็นฟ้าชายแต่งชุดทหารยศแค่สิบโทเท่านั้น แต่มีการอ้างว่าที่วิทยาลัยนี้เขาก็แต่งกันอย่างนี้ทั้งนั้น มันน่าตลกสิ้นดีที่เมื่อจ่าห้าวกลับถึงเมืองไทย 3 เหล่าทัพจำต้องกุลีกุจอถวายพระยศเป็นร้อยเอก, เรือเอกและเรืออากาศอย่างเสียไม่ได้

——————

Madonna De France

Madonna De France

Comments are closed

Photo Gallery

120x600 ad code [Inner pages]
Designed by Gabfire themes

The forecast for Bangkok, Thailand by Wordpress Weather