เอกอัครราชฑูตสหรัฐอเมริกา กับ หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ปี พ.ศ. 2491

บันทึกลับการสนทนาระหว่างเอกอัครราชฑูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย นายอ๊ดวิน เอฟ. แสตนตั้น กับ อดีตนายกรัฐมนตรีไทย พลเรือตรี หลวงธำรง นาวาสวัสดิ์ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2491

บันทึกลับการสนทนาระหว่างเอกอัครราชฑูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย นายอ๊ดวิน เอฟ. แสตนตั้น กับ อดีตนายกรัฐมนตรีไทย พลเรือตรี หลวงธำรง นาวาสวัสดิ์ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2491
สำเนาของเคเบิ้ลฉบับนี้ เป็นของแท้ที่ได้ถูกจัดว่า ไม่เป็นความลับอีกต่อไป เอกสารฉบับนี ได้รับจากสถานฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2491 โดยทางกรมการฑูตฝ่ายเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา
แปลโดย: ดวงจำปา
บันทึกลับ
บันทึกของการสนทนา
ผู้ร่วมอยู่ในการสนทนา
อดีตนายกรัฐมนตรี พลเรือตรี หลวงธำรงค์ นาวาสวัสดิ์
และ
เอกอัครราชฑูต เอ๊ดวิน เอฟ. แสตนตั้น
ณ สถานเอกอัครราชฑูตสหรัฐอเมริกา
นครบางกอก, ประเทศสยาม
วันที่ 31 มีนาคม พุทธศักราช 2491
หัวข้อเรื่อง: สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน
อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศสยาม พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ หรือ หลวงธำรงค์นาวาสวัสดิ์ ได้รับประทานน้ำชากับกลุ่มของเราเมื่อวานนี้ เขาดูดีมาก พูดได้ว่า เขามีน้ำหนักเพิ่มขึ้นระหว่างเมื่อสามเดือนที่ผ่านมา และมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ตอนนี้ได้ออกจากการเมืองแล้ว เขากล่าวว่า เขามีความต้องการที่จะไปเที่ยวที่หัวหิน ซึ่งเป็นสถานตากอากาศชายทะเล ในอีกสักสองสามวันข้างหน้าและหลังจากการพักร้อนระยะสั้นๆ แล้ว เขาก็จะกลับไปทำธุรกิจด้านป่าไม้แทน ส่วนความสัมพันธ์ต่างๆ ที่มีอยู่ในจดหมายฉบับนี้ เขาได้กล่าวว่า การเป็นนายกรัฐมนตรีในประเทศสยามนั้น เป็นบทเรียนที่แพงมาก และในขณะที่เขาดำรงตำแหน่งอยู่นั้น เขาได้พบว่า เขาจะต้องช่วยเหลือค่าใช้จ่ายด้วยตนเอง นอกเหนือจากเงินเดือนที่ได้รับอย่างเป็นทางการจากทุนทรัพย์ส่วนตัวของเขาเองเป็น จำนวน 2,000 บาทต่อเดือน
ผมเห็นว่า หลวงธำรงค์ฯ นั้นชักชวนให้สนทนาถึงสถานการณ์ทางการเมืองในแบบของเขาซึ่งไม่อ้อมค้อมและพูดแบบตรงไปตรงมา อย่างแรกสุด เขาได้อ้างถึงเรื่องการทำรัฐประหารและจำได้ว่า เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว เขาได้แสดงความมั่นใจให้กับผมว่า เขารู้สึกว่าตัวเขามีศักยภาพอย่างเต็มที่ในการป้องกันมิให้จอมพลแปลก พิบูลย์สงครามกลับคืนสู่อำนาจได้ เขากล่าวว่า โดยวิธีการของการอธิบายเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อตอนกลางคืนของวันที่ 8 พฤศจิกายน (พ.ศ. 2490 – ผู้แปล) ว่า ตามข้อเท็จจริงแล้ว เขามีศักยภาพในการควบคุมจอมพล ป. พิบูลย์สงครามโดยมาตรการต่างๆ ทางการเมืองและเชื่อได้ว่า พลเอก อดุล (พลเอกอดุล อดุลเดชจรัส หรือ หลวงอดุลเดชจรัส – ผู้แปล) จะสามารถยับยั้งการกระทำรัฐประหารจากฝ่ายกองทัพได้ เมื่อพูดถึงอนาคตและเจตนารมย์ของจอมพล ป. นั้น หลวงธำรงค์ฯ ได้กล่าวว่า เขามีความเชื่อมั่นจากใจเขาเองว่า บุคลิกภาพของจอมพล ป. นั้น ไม่มีทางที่จะเปลี่ยนแปลงได้เลย เนื่องจาก จอมพล ป. เป็นบุคคลที่มีความมักใหญ่ใฝ่สูงมากและไม่ต้องสงสัยเลยว่า เขามีความต้องการที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป จากรายงานที่เกี่ยวเนื่องของหลวงธำรงค์ฯ นั้น ยังกล่าวด้วยว่า ความเชื่อของเขาที่ว่า ตัวจอมพล ป. เองจะรอเวลา และพยายามที่จะให้ตนเองประสบความสำเร็จต่อความมักใหญ่ใฝ่สูงด้วยการวิธีการทางระบบรัฐสภา หลวงธำรงค์ฯ ยังเสริมต่อด้วยว่า เขาคิดว่า ความคืบหน้าในเรื่องนี้จะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเมื่อรัฐสภาเปิดสมัยประชุมในเดือนตุลาคมของปีนี้ หลวงธำรงค์ฯ ก็ยังสาธยายเกี่ยวกับภรรยาของจอมพล ป. (พันโทท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม (พันธุ์กระวี) – ผู้แปล) ว่า เป็นบุคคลที่มีบุคลิกภาพที่เข้มงวดมากและมีความมักใหญ่ใฝ่สูงอย่างไม่รู้จบ เขาคิดว่า เหมือนกับท่านผู้หญิงละเอียด จะเป็นบุคคลที่กดดันตัว จอมพล ป. ให้รวบอำนาจของประเทศมาไว้เสียเอง
โดยการอ้างถึงตัวเขาเอง หลวงธำรงค์ฯ ได้กล่าวว่าตัวเขานั้น ไม่มีความตั้งใจที่จะนำตัวเองเข้าไปสู่ภายในสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน เขากล่าวว่า เขาคิดว่ามันเป็นประโยชน์มากที่สุดสำหรับประเทศที่นายควง (อภัยวงศ์ – ผู้แปล) และรัฐบาลของเขานั้น ได้ให้โอกาสต่อเขาได้แสดงว่า เขามีความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้น ตัวหลวงธำรงค์ฯ ก็เลยเพิกเฉยต่อการทาบทามตัวเขาหลายครั้งหลายหน โดยฝ่ายที่เรียกว่า กลุ่มฝ่ายค้านในรัฐสภา หลวงธำรงค์ฯ กล่าวว่าในขณะที่ฝ่ายค้านในสภานิติบัญญัตินั้น ยังไม่สามารถที่จะรวมตัวกันอย่างเป็นระเบียบได้ และไม่ได้เป็นตัวแทนในรูปแบบของกลุ่มที่มีความสามัคคี ในความเห็นส่วนตัวและเจตนารมย์ทางการเมืองหลากหลายความคิด แต่กระนั้น กลุ่มเหล่านี้ก็ยังพยายามที่จะ “สร้างปัญหา” กับนายควงกันแล้ว หลวงธำรงค์ฯ กล่าวต่อว่า เขามีประสบการณ์ตรงในความยุ่งยากลำบากแบบเดียวกันเลย เมื่อตอนที่เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และยังกล่าวต่อไปว่า ระบบการปกครองแบบรัฐสภาของประเทศอังกฤษนั้น ไม่สามารถนำมาใช้ให้สำเร็จได้ในประเทศสยาม และหนทางเดียวที่รัฐบาลสามารถสร้างความมั่นใจต่อการสนับสนุนจากรัฐสภา นั่นก็คือ ใช้วิธีการปฎิบัติตามการสนับสนุนนั้นๆ หลวงธำรงค์ฯ เสริมต่อไปว่า เขาทราบว่า นายควง จะเผชิญกับความยุ่งยากแบบเดียวกับเขาอย่างแน่นอน โดยการยกตัวอย่างขึ้นมาอธิบายถึงจุดยืนของเขา หลวงธำรงค์ฯ กล่าวว่า ข้อเท็จจริงคือเขาได้รับการติดต่อมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยสมาชิกห้าคนจากพรรคประชาธิปัตย์ของนายควง ว่าจะให้ความสนับสนุนทางการเมืองกับหลวงธำรงค์ฯ โดยการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์อย่างหนึ่งกัน
ในการสนทนาเกี่ยวกับคำถามถึงเรื่องการสวรรคตของพระมหากษัตริย์องค์ที่แล้ว (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอนันทมหิดล – ผู้แปล) หลวงธำรงค์ฯ กล่าวว่า เขาไม่ทราบว่าเหตุการณ์อันเศร้าสลดนั้นจะสามารถได้รับการสะสางขึ้นมาได้หรือไม่ เขาพูดประหนึ่งว่าเป็นความลับสุดยอดเลยทีเดียวว่า หลักฐานต่างๆที่มีการสะสมกันมาในขณะที่เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่นั้น มีแนวโน้มที่จะพัวพันกับกษัตริย์องค์ปัจจุบันซึ่งยังทรงพระเยาว์อยู่ แต่เขาไม่กล้าที่จะบอกเป็นนัยๆ ให้กับทางการทราบเลยว่า กรณีมันเป็นอย่างนี้ หลวงธำรงค์ฯ ยืนยันต่อด้วยว่านายปรีดี (พนมยงค์ – ผู้แปล) ได้พบว่าตัวเขาเองอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกัน และหลวงธำรงค์ฯ ยังเย้ยหยันต่อความคิดที่ว่า นายปรีดีเองได้มีส่วนพัวพันเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ผมได้ถามหลวงธำรงค์ฯ ว่า เขาคิดว่าผลพวงที่ตามมาจะเป็นอย่างไร ถ้าเกิดว่ามีการเปิดเผยขึ้นมาว่า พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันเองนั่นแหละ เป็นผู้เกี่ยวข้องอย่างแท้จริงเขากล่าวต่อว่า เขาสันนิษฐานว่า พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันจะต้องสละราชสมบัติ และคิดว่าสิ่งที่จะขยายตัวตามมาต่อจากเรื่องนี้คือ จะมีช่วงเวลาของการสับสนอลหม่านและมีการวางแผนอย่างอุบาทก์ชั่วร้าย หลวงธำรงค์ฯ กล่าวต่อว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏฯ (พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต – ผู้แปล) จะเป็นรัชทายาทผู้สืบราชสมบัติพระองค์ต่อไป แต่เพราะว่า พระองค์เจ้าจุมภฏฯ และพระชายาของพระองค์นั้น ไม่ได้รับความนิยม มันจึงเป็นเรื่องที่น่ากังขาว่า พระองค์จะสามารถสืบราชบัลลังก์ต่อมาได้จริงๆหรือ หลวงธำรงค์ฯ เพิ่มเติมว่า รัชทายาทองค์ต่อมาจากพระองค์เจ้าจุมภฏฯ นั้น คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์(ยุคล – ผู้แปล) นั้น พระองค์ก็ทรงไม่ได้รับความนิยมเช่นเดียวกัน หลวงธำรงค์ฯ กล่าวว่า คำถามเกี่ยวกับบุคลิกลักษณะนั้น เป็นสถานะที่สลับซับซ้อน และเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างที่สุด เนื่องจากเขารู้สึกว่า ประเทศสยาม ไม่สามารถจัดการเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอำนาจที่มีต่อความมั่นคงได้
ผมถามหลวงธำรงค์ฯ ว่า อะไรที่ทำให้เขาคิดว่า เป็นหลักฐานที่โยงกับข่าวลือซึ่งแพร่กระจายอยู่เป็นระยะๆ เกี่ยวกับการเตรียมแผนก่อการฐประหารอีกครั้งหนึ่ง เขาตอบกลับมาว่า เขาเคยได้ยินว่า พลเอก หลวงอดุลฯ นั้น กำลังวุ่นอยู่กับความพยายามที่จะเตรียมการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เขาขึ้นมาสู่อำนาจ หลวงธำรงค์ฯ กล่าวต่อว่า เขาไม่เชื่อว่า หลวงอดุลฯ จะได้รับการหนุนหลังอย่างมากมายแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นจากฝ่ายนักการเมือง หรือ จากฝ่ายกองทัพ และที่เกี่ยวกับกลุ่มกองทัพซึ่งประกอบด้วย นายทหารที่มีอาวุโสน้อย ที่เป็นผู้ก่อการรัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนนั้น หลวงธำรงค์ฯ กล่าวว่า นายทหารกลุ่มนั้นเป็นกลุ่มที่ดื้อรั้นควบคุมยาก แต่สามารถถูกปิดปากได้โดยการเสนอให้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นหรือให้ตำแหน่งที่ดูเหมือนมีความสำคัญที่ขึ้นโดยตรงกับทางฝ่ายรัฐบาล แต่ถึงกระนั้น หลวงธำรงค์ฯ กล่าวต่อไปว่า ตามความคิดของเขานั้น กลุ่มทุกกลุ่ม รวมไปถึงตัวจอมพล ป. ด้วย ก็เป็นเพียงรอฆ่าเวลาและเพื่อที่พวกเขาเหล่านั้นจะได้รวบรวมขุมกำลังในทางการเมืองและทางกองทัพในอีกสองสามเดือนข้างหน้าผมถามหลวงธำรงค์ฯ อย่างซึ่งๆ หน้า เลยว่า เขาได้รับการพิจารณาอะไรบ้างหรือเปล่าในการรวมกำลังกับกลุ่มของ จอมพล ป. พิบูลย์สงคราม เขาตอบอย่างชัดแจ้งว่า เขาไม่สามารถที่จะทำงานร่วมกันกับกลุ่มของ จอมพล ป. ได้ ถึงอย่างนั้นก็ตาม จากที่ผมได้รวบรวมเอกสารบันทึกรายงานต่างๆ ของหลวงธำรงค์นั้น ก็สรุปได้ว่า ตัวของหลวงธำรงค์ฯ เองด้วย ก็ยังคาดหวังและรอเวลาของวัฎจักรกงล้อทางการเมืองให้เลี้ยวกลับมาหาตัวเขาอีกครั้งหนึ่งผมใช้โอกาสนี้เพื่อย้ำให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแบบนี้ ไม่ได้ทำความเจริญอะไรให้กับประเทศชาติบ้านเมืองเลย และแสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพทางการเมืองที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน มันไม่มีเหตุผลใดๆ เลย ที่ประเทศสยามนั้น จะไม่สามารถสร้างความก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว ในการนำประเทศเข้าสู่ภาวะปกติสุขอีกครั้งหนึ่ง หลวงธำรงค์ฯ เห็นด้วยกับผมว่า กาลภายภาคหน้าของประเทศสยาม จะเป็นประเทศที่รุ่งเรืองและเสริมต่อท้ายด้วยคำที่ขบขันว่า เรื่องที่จำเป็นอย่างเดียวทั้งหมดนี้ ก็คือต้องกำจัดกลุ่มนักการเมืองให้หมดลงไป
ลงนาม: อี เอฟ เอส
อี เอฟ แสตนตั้น / จี ซี
ต้นฉบับและฉบับเคลือบ ส่งไปที่กระทรวงการต่างประเทศ (สหรัฐอเมริกา)













